พฤกษา โฮลดิ้ง ประกอบธุรกิจที่มีรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก (Holding Company) โดยมีรายได้หลักจาก 2 ธุรกิจ
การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (ธุรกิจอสังหาฯ)
การให้บริการด้านสุขภาพ (ธุรกิจโรงพยาบาล หรือ เฮลท์แคร์)
ผ่านการดำเนินกิจการโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้จากธุรกิจพรีคาสท์และก่อสร้าง ซึ่งแยกออกมาจากธุรกิจอสังหาฯ เพื่อให้เป็นธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้ด้วยตนเอง (Profit Center) โดยมุ่งขยายการให้บริการไปยังกลุ่มลูกค้าอื่นนอกเหนือจากบริษัทในเครือและในกลุ่มลูกค้าเดิม เพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพการเติบโตของกลุ่มพฤกษาในระยะยาว
กลุ่มบริษัทยังคงมุ่งมั่นปรับพอร์ตโฟลิโอของธุรกิจอสังหาฯ ให้มีประสิทธิภาพ และสามารถกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น ผ่านการจัดสรรสัดส่วนโครงการที่อยู่อาศัยในมือ โดยเน้นพัฒนาโครงการระดับราคามากกว่า 7 ล้านบาท และลดสัดส่วนโครงการระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทลงมาอยู่ที่ร้อยละ 25 นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังให้ความสำคัญต่อนโยบายการกระจายการลงทุน และหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก โดยเน้นการลงทุนในธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำและสร้างความสามารถในการแข่งขันของทั้งกลุ่มธุรกิจได้
การประกอบธุรกิจแยกตามกลุ่มธุรกิจ แบ่งเป็น 4 ธุรกิจ ได้แก่ 1) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 2) ธุรกิจโรงพยาบาล หรือ เฮลท์แคร์ 3) ธุรกิจพรีคาสท์ และ 4) ธุรกิจก่อสร้าง โดยมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมสำหรับกระบวนการผลิตสินค้าและบริการของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
พฤกษา เรียลเอสเตท ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยประเภททาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการในทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผสานความแข็งแกร่งของบริษัทในเครือ เชื่อมโยงประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ครบทุกมิติทั้ง Well Home บ้านที่ดีและตอบโจทย์ต่อการใช้ชีวิต Well Care สุขภาพที่ดีตั้งแต่วันแรกที่เข้าอยู่ และ Well Community ชุมชนที่ดีและความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ ของผู้บริโภคยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “Lifetime Well-Living อยู่ดี...ทั้งชีวิต” และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อให้คนไทยมีบ้านหลังแรก ที่ทุกคนทุกระดับมีกำลังซื้อเข้าถึงได้และมีคุณภาพดี พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์ด้วยการรับฟังเสียงของลูกค้าเพิ่มขึ้น เพื่อนำมาพัฒนาโครงการทั้งแนวราบและแนวสูงด้วยนวัตกรรมงานก่อสร้างบ้านจาก Inno Precast การออกแบบดีไซน์ด้วยแนวคิด Life-Design Function พร้อมด้วยการใช้วัสดุประหยัดพลังงานที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ พฤกษา เรียลเอสเตท ยังมีศักยภาพในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายเดียวในไทยที่มีธุรกิจเฮลท์แคร์ในเครือ ร่วมกันพัฒนาการให้บริการด้านสุขภาพสู่ลูกบ้านกว่า 70 โครงการ ครอบคลุมมากกว่า 27,700 ครอบครัว ผ่านโครงการ Well Care @Home และการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้าน สร้างชุมชนที่ดี ด้วยกิจกรรมที่หลากหลายในด้านสุขภาพ สันทนาการ การกุศล และกิจกรรมจิตอาสา ผ่านการทำกิจกรรมขนาดใหญ่เพื่อให้ลูกบ้านในหลายโครงการ หน่วยงานราชการ และพันธมิตรทางธุรกิจได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ต่อยอดสู่การสร้างสังคมที่ดี อาทิ โครงการ Well-Living Market Fest การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การตรวจสุขภาพฟรีทั้งคนและสัตว์เลี้ยง และรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมกิจกรรมร่วมกันทั้งคลินิกฟุตบอล การสอนการออกกำลังกายทั้งว่ายน้ำและเต้นแอโรบิก รวมไปถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมและชุมชนที่ดี ด้วยการขุดลอกคูคลอง การเก็บขยะรอบโครงการ การคัดแยกขยะ และการส่งเสริมให้ใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำหรืออุปกรณ์ที่ได้รับฉลากประหยัดน้ำ ส่งต่อไปถึงกิจกรรมสู่สังคม ได้แก่ โครงการพี่เหลือ-น้องขอ ส่งต่อความสุข โครงการ Plant to Plate ส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้พิการ โครงการ Pruksa Care for All บริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่าง ๆ และโครงการบ้านใส่ใจเพื่อคนพิการ By PRUKSA ซึ่งได้ทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 7
ด้านกลยุทธ์ในปี 2568 พฤกษา เรียลเอสเตท มุ่งสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ใน 5 ด้าน ได้แก่
- การขยายพอร์ตโฟลิโอสู่กลุ่มลูกค้าในระดับกลางถึงระดับบนเพิ่มขึ้น เพื่อให้บริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าครอบคลุมถึงกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากขึ้น และตอบโจทย์ความต้องการในตลาด โดยเน้นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในทำเลที่รองรับกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทำเลใจกลางเมืองหรือใกล้เมืองที่เดินทางได้สะดวก เช่น สุขุมวิท บางนา รวมไปถึงการผสมผสานรูปแบบบ้านแต่ละประเภทในแต่ละโครงการให้มีความหลากหลาย (Product Mix) เพื่อให้สอดคล้องและครอบคลุมกับความต้องการในแต่ละทำเลได้ดียิ่งขึ้น
- การบริหารจัดการโครงการที่อยู่ระหว่างขายและพัฒนาซึ่งมีมูลค่ากว่า 40,000 ล้านบาท ด้วยการปรับรูปแบบที่อยู่อาศัยและการบริหารต้นทุนให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละโซน เพื่อให้แข่งขันในด้านรูปแบบบ้านและด้านราคากับคู่แข่งได้ รวมถึงการช่วยเหลือลูกค้าในระดับกลางถึงล่างที่มีปัญหาในการขอสินเชื่อ โดยได้รับความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในช่วงระหว่างการเข้าอยู่อาศัยก่อนใน 1 ปี เมื่อมีความพร้อมด้านการเงิน และสามารถขอสินเชื่อได้ รวมถึงโปรแกรมการเช่าอื่น ๆ เช่น การให้เช่าเพื่อการพาณิชย์ บริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างความเป็นชุมชนให้กับโครงการที่อยู่อาศัย
- การเปิดโครงการใหม่ในทำเลที่มีศักยภาพสูงในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจากทั้งที่ดินเดิมที่มีในมือและการสรรหาที่ดินใหม่ ด้วยการนำแนวคิด Lifetime Well-Living เข้ามาปรับใช้ โดยในระยะยาวคาดหวังการพัฒนาโครงการเพื่อให้ตอบโจทย์รายได้ที่มีส่วนผสมของบ้านเดี่ยวอยู่ที่ร้อยละ 50 คอนโดมิเนียมร้อยละ 35 และทาวน์เฮาส์ร้อยละ 15 ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน
- การมุ่งยกระดับแบรนด์ทั้งในด้านคุณภาพและการให้บริการ โดยการควบคุมคุณภาพตั้งแต่โรงงานผลิตจนถึงติดตั้งพรีคาสท์ และการเลือกใช้วัสดุ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและคุณภาพการอยู่อาศัย การพัฒนาบริการหลังการขาย และการสร้างชุมชนผ่านกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่อง
- การขยายฐานลูกค้าและเพิ่มช่องทางการขาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าเดิม ผ่านการเพิ่มตัวแทนขายสำหรับลูกค้าต่างชาติ การให้สิทธิพิเศษกับลูกค้าเก่า การผลักดันยอดขายด้วยการขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกันหรือโปรแกรมแนะนำลูกค้าเพื่อให้ปิดยอดขายได้เร็วขึ้น หรือโมเดลแบบไฮบริดสำหรับคอนโดมิเนียมที่มีทั้งขายและปล่อยเช่า
ปัจจุบันแบ่งธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเป็น 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด และคอนโดมิเนียม
กลุ่มผลิตภัณฑ์ทาวน์เฮาส์




พฤกษา เรียลเอสเตท เป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ทาวน์เฮาส์ในระดับราคา 1-2 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ บ้านพฤกษา ระดับราคา 2-5 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ พฤกษาวิลล์ และแบรนด์ เดอะคอนเนค รวมถึงขยายการพัฒนาบ้านกลุ่มลูกค้าในระดับราคามากกว่า 5 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ พาทิโอ โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มีศักยภาพ
กลุ่มผลิตภัณฑ์ทาวน์เฮาส์ ดำเนินการพัฒนาโครงการเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีสำหรับทุกคน โดยเป็นจุดเริ่มต้นให้มีบ้านที่ดีเป็นของตัวเองได้ มุ่งเน้นการพัฒนาด้านฟังก์ชันการใช้งานและการสร้างชุมชนการอยู่อาศัยที่ดีร่วมกันในหลากหลายโซน เช่น โซนการค้าขายและธุรกิจ โซนที่อยู่อาศัย โซนสุขภาพและเวลเนส โดยดำเนินการร่วมกับบริษัทในเครือพฤกษา เพื่อมุ่งสู่ความเป็นผู้นำด้านลีฟวิ่ง โซลูชัน อย่างสมบูรณ์ และการอยู่อาศัยแบบ บ้านดี สุขภาพดี สังคมดี เพื่อตอบสนองกับการใช้ชีวิตในทุกช่วงอายุและทุกความต้องการ โดยในปี 2568 เปิดโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเน้นแบรนด์ระดับกลางเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในเมืองที่มีกำลังซื้อ ได้แก่ โครงการพาทิโอ ราชพฤกษ์-พระราม 5 และโครงการเดอะคอนเนค พระราม 5
กลุ่มผลิตภัณฑ์ทาวน์เฮาส์ มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 11 ของส่วนแบ่งตลาดทาวน์เฮาส์ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 36 ของรายได้อสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ
กลุ่มผลิตภัณฑ์บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด




กลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์บ้านเดี่ยว คือลูกค้าในกลุ่มระดับราคา 5-30 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับภาพรวมของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ระดับราคา 5-7 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ เดอะแพลนท์ ระดับราคา 8-15 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ ภัสสร ระดับราคา 15-30 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ เดอะปาล์ม โดยในปี 2568 ได้เปิดโครงการสำหรับบ้านระดับราคากลางถึงบนมากขึ้น ทั้งภัสสร และเดอะปาล์ม เพื่อเข้ามาเติมเต็มช่องว่างของตลาดในเซ็กเมนต์นี้ โดยยกระดับมาตรฐานบ้านเดี่ยวพรีเมียมในราคาเข้าถึงได้ บนทำเลศักยภาพที่ครบทั้งการเดินทางและสิ่งอำนวยความสะดวก
กลุ่มผลิตภัณฑ์บ้านเดี่ยว มุ่งเน้นเรื่องความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ได้บ้านที่ตอบสนองความต้องการของทั้งลูกค้าและการใช้งานด้านสุขภาพ การใช้ชีวิตและความยั่งยืน สะท้อนถึงแนวคิดหลักของพฤกษา “Lifetime Well-Living อยู่ดี...ทั้งชีวิต” ที่ต้องการส่งมอบบ้านที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย ด้วยการออกแบบระดับพรีเมียมเป็นระบบบ้านอัจฉริยะที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง รองรับด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ส่วนกลาง และที่เหนือไปกว่าคู่แข่งในระดับเดียวกัน คือการได้รับสิทธิพิเศษด้านสุขภาพครบวงจรจากโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือพฤกษา ทั้งสิทธิ์การเป็นสมาชิก กิจกรรมโดยเฉพาะบริการตรวจสุขภาพเชิงป้องกันให้ฟรีถึงโครงการ รวมถึงสิทธิ์ในการปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine เพื่อการดูแลสุขภาพที่สะดวกสบายอย่างใกล้ชิด โดยในปี 2568 ได้พัฒนาโครงการระดับกลางถึงบนและอยู่บนทำเลที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เดอะปาล์ม แจ้งวัฒนะ-ชัยพฤกษ์ 2 ภัสสร ศรีนครินทร์-เทพารักษ์ และภัสสร บางนา-วงแหวน 2
กลุ่มผลิตภัณฑ์บ้านเดี่ยว มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 3 ของส่วนแบ่งตลาดบ้านเดี่ยวในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 34 ของรายได้อสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ
กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม





กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและมุ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในกลุ่มลูกค้าทุกระดับ โดยแบรนด์เริ่มต้นในระดับราคาประหยัด 1-2 ล้านบาท ได้แก่ แบรนด์ พลัมคอนโด ซึ่งเน้นความคุ้มค่าและตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างครบครัน แบรนด์ระดับกลาง ราคา 2-5 ล้านบาท ได้แก่ แบรนด์ แชปเตอร์วัน และเดอะไพรเวซี่ ซึ่งเน้นการพัฒนาตามรูปแบบความชื่นชอบและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันของผู้บริโภค รวมถึงแบรนด์ระดับสูง และ Luxury Class ภายใต้แบรนด์ แชปเตอร์ และเดอะรีเซิร์ฟ
กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม มุ่งเน้นการสรรหาที่ดินที่มีศักยภาพ ทั้งในโซนที่ใกล้แหล่งคมนาคมเพื่อเข้าเมืองได้ง่าย แหล่งการศึกษา หรือโซนริมแม่น้ำที่มีลักษณะทางกายภาพเฉพาะ โดยบริหารสัดส่วนของคอนโดมิเนียมแนวราบและคอนโดมิเนียมแนวสูงเพื่อการบริหารรายได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว มุ่งเน้นลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง คำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเพื่อสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ด้วยการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยอย่างสมบูรณ์แบบ โดยในปี 2568 มีโครงการเปิดใหม่ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการพัฒนาโครงการและในด้านยอดขาย ได้แก่ โครงการแชปเตอร์ เจริญกรุง-ริเวอร์ไซด์ คอนโดมิเนียมติดแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้โรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury และ King’s College ที่ผสานความหรูหราแบบ Minimal Luxury สไตล์ Chapter เข้ากับวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่สวยงาม ทำให้ในปี 2568 สร้างยอดขายเกือบร้อยละ 70 ของมูลค่าโครงการ และ พลัมคอนโด อีสต์ ลาดพร้าว ใจกลางถนนลาดพร้าว ห่างสถานีรถไฟฟ้าเพียง 250 เมตร ในราคาที่คุ้มค่า นอกจากนี้ ในปี 2568 พฤกษา เรียลเอสเตท ปิดโครงการระดับ Luxury ได้ถึง 2 โครงการ คือ เดอะรีเซิร์ฟ 61 ไฮด์อะเวย์ และเดอะรีเซิร์ฟ สาทร อีกทั้งมีโครงการใหม่ที่เริ่มโอนตั้งแต่ปลายไตรมาส 3-4 จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ พลัมคอนโด นิวเวสต์ เดอะไพรเวซี่ พาร์ค เตาปูน แชปเตอร์วัน สปาร์ค จรัญ และแชปเตอร์วัน มอร์ เกษตร ซึ่งคาดว่าจะเข้ามาเป็นรายได้สำคัญให้แก่บริษัทได้ในครึ่งปีหลังจนถึงต้นปี 2569
ทั้งนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการใหม่ที่พร้อมเปิดตัวในปี 2569 ในหลากหลายทำเลที่น่าสนใจ เช่น โครงการแชปเตอร์วัน ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สถานีท่าพระ-อินเตอร์เชนจ์ เหมาะกับทั้งผู้ที่อยู่อาศัยเองหรือลงทุนปล่อยเช่า และโครงการแชปเตอร์วัน อีกหนึ่งโครงการใกล้รถไฟใต้ดินสายสีน้ำเงิน สถานีรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นโครงการแรกของพฤกษา เรียลเอสเตท ที่ออกแบบเพื่อรองรับการอยู่ร่วมกันระหว่างคนและสัตว์เลี้ยง (Pet Friendly)
กลุ่มผลิตภัณฑ์คอนโดมิเนียม มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 3 ของส่วนแบ่งตลาดคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และมีสัดส่วนรายได้ประมาณร้อยละ 29 ของรายได้อสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ
บจ. โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง (“วิมุต” หรือ “VMH”) ดำเนินการตามกลยุทธ์กลุ่ม ได้แก่
- การให้บริการด้านสุขภาพอย่างครบวงจร ผ่านการขยายทั้งด้านบริการและผลิตภัณฑ์ สร้างชุมชนสุขภาพดี ส่งเสริมโปรแกรมการดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์อย่างเหมาะสมกับลูกค้าในทุกช่วงวัย โดยเป็นการแพทย์ระดับตติยภูมิขั้นสูง (Super Tertiary Care) ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้บริการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมและครบถ้วนในระดับสูงสุด
- การขยายขีดความสามารถในองค์รวมเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานการแพทย์ระดับสากล ทั้ง Hospital Accreditation (HA) และ Joint Commission International (JCI) มุ่งยกระดับคุณภาพการบริการและการจัดการความสัมพันธ์กับผู้เข้ารับบริการ
- การขยายช่องทางตลาดใหม่ เพิ่มจำนวนผู้เข้ารับการบริการจากองค์กรขนาดใหญ่และลูกค้ากลุ่มประกัน รวมถึงการพัฒนาแนวคิด Lifetime Well-Living ร่วมกับกลุ่มพฤกษา เพื่อออกแบบ Customer Journey ทั้งในส่วนของธุรกิจอสังหาฯ ร่วมส่งมอบบริการด้านสุขภาพเชิงป้องกันและรักษา
- การเป็น Smart Hospital ด้วยการพัฒนาความสามารถของพนักงาน ยกระดับสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมุ่งสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและโรงพยาบาลเสมือนจริง พร้อมทั้งสร้างแบรนด์วิมุตให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ควบคู่กับการดำเนินงานที่ใส่ใจพลังงานอย่างยั่งยืนและมุ่งเน้นความเป็นเลิศด้านการประหยัดพลังงาน
โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์จากการที่โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 6 รางวัล ได้แก่ Excellence Specialist Clinical Center for Lung Center Thailand, ASEAN Energy Awards ระดับ Winner, EIA Monitoring Awards, การบริหารจัดการระบบวิศวกรรมสิ่งอํานวยความสะดวกและความปลอดภัยในโรงพยาบาล (iFEMs SMART Hospital) และ Waste Water Treatment Innovation Technology Project จากงาน HA National Forum รวมถึง MEA Energy Awards ระดับ Platinum สำหรับโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ได้รับรางวัล MEA Energy Awards ระดับ Standard
โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน
โรงพยาบาลแห่งแรกของกลุ่มโรงพยาบาลวิมุต บนพื้นที่ขนาดประมาณ 4 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนพหลโยธินใกล้สี่แยกสะพานควาย เปิดให้บริการในเดือนพฤษภาคม 2564 ตัวอาคารออกแบบเพื่อรองรับการดูแลรักษาให้มีความปลอดภัย มีระบบหมุนเวียนอากาศ และการฆ่าเชื้อโรคในอากาศผ่านระบบ UV-C เพื่อลดการติดเชื้อทางเดินหายใจ ระบบดับเพลิง ระบบกำจัดของเสียเป็นไปตามมาตรฐานโรงพยาบาลระดับ JCI เพื่อสุขภาพพลานามัยของผู้รับบริการและพนักงาน
โรงพยาบาลวิมุตเป็นโรงพยาบาลทั่วไปแบบพักค้างคืนขั้นตติยภูมิ (Tertiary Care) มีจำนวนเตียงจดทะเบียน 222 เตียง ปัจจุบันขยายการให้บริการเป็น 193 เตียง จาก 178 เตียง ให้บริการรักษาพยาบาลทั้งโรคทั่วไปและโรคที่มีความซับซ้อน โรงพยาบาลได้ผ่านการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ HA ขั้น 3 และมาตรฐานของ JCI

ในปี 2568 โรงพยาบาลมุ่งมั่นพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางให้เพิ่มขึ้น และยกระดับคุณภาพและความปลอดภัยสากลเพื่อรองรับการเปิดบริการชั้น 1-17 สำหรับผู้ป่วยทั้งไทยและต่างชาติ ทั้งอาหรับ ออสเตรเลีย บังกลาเทศ จีน และประเทศกลุ่ม CLM (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) อีกทั้งเสริมด้วยความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมการให้บริการทั้งหมด 24 แผนก ได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด กระดูกและข้อ สุขภาพปอดเบาหวานและต่อมไร้ท่อ สมองและระบบประสาท สูตินรีเวช สุขภาพ อายุรกรรม หู คอ จมูก ทางเดินอาหารและตับ จักษุ สุขภาพใจ ศัลยกรรม ทันตกรรม ผิวหนังและความงาม กุมารเวช ไตเทียม เอกซเรย์ ฉุกเฉิน ระบบทางเดินปัสสาวะ เต้านม ศัลยกรรมปรับโครงหน้า ดูแลฟื้นฟูสภาวะหลังวิกฤต และเวชศาสตร์ฟื้นฟู
นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังดำเนินการให้สอดคล้องกับเทรนด์มหภาค ทั้งในเชิงสภาพแวดล้อมและสังคม เช่น ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ในเชิงพฤติกรรม ได้แก่ ความสนใจในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโรคหลังสถานการณ์ โควิด-19 แนวโน้มการเติบโตของกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่มักเกิดจากพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงสะสมเป็นเวลานานโรงพยาบาลจึงพัฒนาความเชี่ยวชาญใน 3 แผนก ดังนี้
สุขภาพปอด ให้บริการแบบองค์รวมภายใต้แนวคิด CHEST (Collaborated - Holistic - Excellence - Systematic - Treatments) เพื่อผสานทุกมิติของการดูแลพร้อมทีมสหวิชาชีพ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับการวินิจฉัยและการรักษาโรคทางเดินหายใจอย่างครบวงจร เริ่มจากการตรวจด้วยเครื่อง Low-Dose CT Scan ที่ให้ภาพความละเอียดสูงแบบ 3 มิติ ลดปริมาณรังสีลงกว่าครึ่งหนึ่ง เพื่อคัดกรองมะเร็งปอดและโรคทางเดินหายใจระยะเริ่มต้นได้อย่างแม่นยำ หากพบความผิดปกติ แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยต่อด้วยเทคโนโลยีการส่องกล้องหลอดลมร่วมกับคลื่นเสียงความถี่สูง (Endobronchial Ultrasound - EBUS) ซึ่งใช้สำหรับเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อจากปอดและต่อมน้ำเหลืองโดยไม่ต้องผ่าตัด ช่วยให้ผู้ป่วยเจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดแบบเดิม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลในการลงทุนด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสูง เพื่อรองรับการเติบโตของสังคมผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของโรคทางเดินหายใจเรื้อรังในอนาคต
หัวใจและหลอดเลือด ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหัวใจครบวงจรตั้งแต่การตรวจเบื้องต้นจนถึงหัตถการที่ซับซ้อน โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) อัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram) และการทดสอบการออกแรง (Stress Test) เพื่อประเมินสุขภาพหัวใจอย่างแม่นยำ พร้อมการตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยการฉีดสี (Coronary Angiogram/ Cardiac Catheterization) สำหรับวางแผนการรักษาอย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังให้บริการหัตถการขั้นสูง เช่น ขยายหลอดเลือดและใส่ขดลวด (Balloon Angioplasty & Stent Placement) รักษาความผิดปกติของจังหวะหัวใจ (Arrhythmia Management) และเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ (TAVI) รวมถึงการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก (Minimally Invasive Cardiac Surgery) เป็นเทคนิคการรักษาแทนการตัดกระดูก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยง ฟื้นตัวเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว แผนกหัวใจวิมุตรองรับผู้ป่วยทุกกลุ่ม ตั้งแต่ผู้ป่วยโรคหัวใจเดิม ผู้สงสัยว่าเป็นโรคหัวใจ จนถึงผู้มีความเสี่ยงจากโรคอื่น ๆ ที่มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ สามารถเข้ารับการตรวจเชิงป้องกัน เพื่อสร้างความมั่นใจและการรักษาอย่างทันท่วงที
กระดูกและข้อ ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัย รักษาและฟื้นฟู (Rehabilitation & Transitional Care) ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและเทคนิค Minimally Invasive Surgery (MIS) ครอบคลุมทุกส่วนของกระดูกและข้อ ตั้งแต่คอ ไหล่ ข้อศอก ข้อมือ สะโพก เข่า ข้อเท้า จนถึงกระดูกสันหลัง เพื่อลดความเจ็บปวด ฟื้นตัวเร็ว และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ นอกจากนี้ ยังให้บริการด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น Digital Auto Stitching X-Ray สำหรับถ่ายภาพกระดูกสันหลังหรือกระดูกตั้งแต่สะโพกถึงปลายเท้าในภาพเดียว Bone Mineral Density & Whole Body Composition Scan สำหรับวัดความหนาแน่นกระดูก รวมถึง MRI และเทคโนโลยีกายภาพบำบัดสมัยใหม่ เช่น Peripheral Magnetic Stimulation (PMS) และ TECAR Therapy รองรับทั้งผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีความกังวลเรื่องความคล่องตัวของข้อและมีความเสี่ยงของโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและข้อเสื่อม วัยทำงานอายุ 25-49 ปีที่มีพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงนักกีฬาที่ต้องการฟื้นฟูจากกิจกรรมต่าง ๆ และสร้างการเคลื่อนไหวอย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ วิมุตยังคงมุ่งเน้นการสร้างโอกาสการเติบโตให้โรงพยาบาลเป็นเสมือน “Health Partner” ที่ดูแลสุขภาพของผู้ป่วยด้วยราคาที่เหมาะสม และการขยายบริการพร้อมตั้งเป้าหมายการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ เพื่อดึงเงินเข้าประเทศด้วยอีกส่วนหนึ่ง อีกทั้งยังได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสุขภาพดิจิทัล อาทิ บริการโทรเวชกรรม (Telemedicine) และแอปพลิเคชันสุขภาพ เพื่อรองรับแนวโน้มด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการตรวจสุขภาพแบบเฉพาะบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รวมถึงการนำระบบ Hospital Information System (HIS) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของผู้เข้ารับบริการทั้งโรงพยาบาล เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และยกระดับโรงพยาบาลด้วยบริการที่รวดเร็วทั่วถึงและแม่นยำ รวมถึงเพื่อสร้างชุมชนให้น่าอยู่และตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมปัจจุบันได้อย่างครอบคลุม
โรงพยาบาลวิมุตได้พัฒนาแนวคิด Lifetime Well-Living ร่วมกับพฤกษา เรียลเอสเตท เพื่อดูแลสุขภาพอย่างครบวงจรให้กับลูกบ้านพฤกษาทุกโครงการ ตั้งแต่บริการ Telemedicine สิทธิพิเศษจากโรงพยาบาลวิมุต รวมถึงการสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพรวมกว่า 70 โครงการ ภายใต้ชื่อ “Well Care @Home” ร่วมกับทีมแพทย์จากเครือวิมุต อีกทั้งได้จัดแพ็กเกจดูแลสุขภาพอย่างคุ้มค่าเพื่อให้โรงพยาบาลเป็นที่รู้จักมากขึ้น และสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องจากการเข้ารับการรักษาเพิ่มเติมภายหลังการตรวจร่างกายประจำปี นอกจากนี้โรงพยาบาลยังสร้างความร่วมมือกับแพทย์ที่มีชื่อเสียงนำผู้ป่วยมารักษาที่โรงพยาบาล ต่อยอดความร่วมมือในโครงการร่วมรามาธิบดี-วิมุต โดยผู้ป่วยที่นัดหมายที่โรงพยาบาลรามาธิบดีสามารถเข้ารับการผ่าตัดที่วิมุตได้
วิมุตดำเนินงานด้านการขายและการตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และขยายฐานรายได้ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และประกัน ผ่านการใช้บริการตรวจสุขภาพของพนักงาน ออกแบบแพ็กเกจราคาพิเศษสำหรับหัตถการสำคัญ เช่น CT, Gastroscopy และ Echocardiogram สำหรับองค์กรและกลุ่มประกัน พร้อมจัดทำระบบเคลมตรงกับพันธมิตรและดูแลสิทธิพิเศษของผู้รับบริการอย่างครบวงจร 2) กลุ่ม VCT หรือ ViMUT Coordinate Team พัฒนาเครือข่ายส่งต่อผู้ป่วยจากคลินิกนอกพื้นที่และพันธมิตรทางการแพทย์ เพื่อนำผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีห้องผ่าตัดและอุปกรณ์ทันสมัยครบครัน และ 3) กลุ่มตัวแทนผู้ป่วยต่างชาติและชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไทยเป็นเวลานาน ด้วยการขยายความร่วมมือกับตัวแทนในภูมิภาคตะวันออกกลาง แอฟริกา ออสเตรเลีย จีน และเมียนมา ผ่านสถานทูตและงาน Roadshow เพื่อเพิ่มฐานผู้ป่วยต่างชาติ ตลอดจนกลุ่มโรงเรียนนานาชาติ มหาวิทยาลัย และบริษัทต่างชาติ
ปริมาณการให้บริการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม
| ผู้ป่วยใน | 2568 | 2567 |
|---|---|---|
| จำนวนเตียงจดทะเบียน (เตียง) | 222* | 235 |
| จำนวนเตียงที่่พร้อมให้บริการ (เตียง) | 193 | 178 |
| อัตราการครองเตียงของเตียงที่่พร้อมให้บริการ (ร้อยละ) | 31 | 42 |
| จำนวนผู้ป่วยในเฉลี่่ยต่อวัน (คน) | 57 | 56 |
| ผู้ป่วยนอก | 2568 | 2567 |
|---|---|---|
| จำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่่ยต่อวัน (คน) | 521 | 485 |
หมายเหตุ: * ในปี 2568 ได้ปรับปรุงชั้น 16 ขยายห้องเป็นรูปแบบ VIP และ VVIP ทำ ให้จำ นวนเตียงจดทะเบียน ลดลงเหลือ 222 เตียง
โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์
โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ เปิดดำเนินการในปี 2528 เป็นคลินิกเฉพาะทางเบาหวานและไทรอยด์แห่งแรกในไทย ตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ดำเนินการโดย บจ. เทพธัญญภาขยายตัวเป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 80 เตียง ในปี 2564 วิมุตเข้าถือหุ้นร้อยละ 51.69 ใน บจ. เทพธัญญภา ต่อมาในปี 2567 โรงพยาบาลปรับชื่อและรีแบรนด์เป็น วิมุต-เทพธารินทร์ พร้อมชูศักยภาพความเป็นผู้ชำนาญการต้นแบบด้านการแพทย์และสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล คงความเป็นเลิศด้านเบาหวานและต่อมไร้ท่อ และพร้อมให้บริการรักษาทุกโรคเฉพาะทาง
โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์เป็นโรงพยาบาลแห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเฉพาะโรคเบาหวาน และแห่งเดียวที่ได้รับการรับรองเฉพาะโรคไทรอยด์จากสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (สรพ.) รวมถึงได้รับคัดเลือกให้เป็น Diabetes Excellence Center ของ World Diabetes Foundation จากประเทศเดนมาร์ก โดยมีความเป็นเลิศด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบครบวงจร โดยเฉพาะการรักษาโรคเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อ ซึ่งเป็นต้นแบบของทั้งประเทศและภูมิภาค รวมถึงการจัดอบรมและผลิตผลงานวิชาการในระดับโรงเรียนแพทย์ ที่เป็นมาตรฐานการดูแลของประเทศ รวมถึงมุ่งพัฒนาการบริการงานดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตั้งแต่การป้องกันจนถึงการรักษาโรคแทรกซ้อนในโรงพยาบาลและในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ โรงพยาบาลยังส่งเสริมงานวิจัยเชิงบริหารจัดการและงานด้านการศึกษา ร่วมผลักดันนโยบายด้านสุขภาพเพื่อเป็นมาตรฐานใหม่ของประเทศ มุ่งเน้นการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตเพื่อการป้องกันไม่ใช่เพียงการรักษา โดยการดูแลและฟื้นฟูสุขภาพด้วยโภชนบำบัดซึ่งสอดคล้องกับทั้งเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์และแนวทางการดำเนินธุรกิจของโรงพยาบาลวิมุต
โรงพยาบาลได้รับการรับรองมาตรฐานโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ HA ขั้น 3 และด้วยประสบการณ์ยาวนาน 40 ปี และแพทย์เฉพาะทางที่มีประสบการณ์สูงทั้งในและต่างประเทศ นอกจากเบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อที่เข้มแข็งแล้ว โรงพยาบาลยังเชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด คลินิกเท้าเเละการดูแลเเผล รวมถึงทันตกรรมที่โดดเด่นครบวงจร
ในส่วนของโรงเรียนเบาหวานเทพธารินทร์ (Theptarin DM Academy) ยังคงเปิดสอนหลักสูตรเพื่อให้ความรู้แก่ผู้เป็นเบาหวาน ผู้ดูแลผู้เป็นเบาหวาน บุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนทั่วไปที่สนใจเป็นประจำทุกเดือน นอกจากนี้ ยังเปิดรับการดูงานด้านเบาหวาน ไทรอยด์ ต่อมไร้ท่อ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โภชนาการและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จากทั้งโรงพยาบาลและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมุ่งเน้นด้านวิชาการและการผลิตบุคลากรด้านโภชนาการและการกำหนดอาหารอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลได้คัดสรรเทคโนโลยีและเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อส่งมอบผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม และเมื่อร่วมกับความรู้ความเข้าใจโรคจะเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วย เช่น การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอย่างต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitoring: CGM) และเครื่องปั๊มอินซูลิน
ภายหลังการผนึกกำลังร่วมกับกลุ่มวิมุตเป็นปีที่ 5 โรงพยาบาลได้รับการเสริมความพร้อมด้วยการพัฒนาระบบ Hospital Information System (HIS) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของผู้เข้ารับบริการทั่วทั้งกลุ่มโรงพยาบาล การเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากกลุ่มวิมุตเพื่อใช้ในการรักษาโรคซับซ้อน การขยายการบริการให้ครอบคลุมหลากหลายด้าน รวมถึงการผ่าตัดหัวใจและทำบอลลูน เคสอุบัติเหตุ การจัดแพ็กเกจการตรวจสุขภาพและการฉีดวัคซีนสำหรับกลุ่มผู้ป่วยอุบัติเหตุและกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในไทยเป็นเวลานานและทำงานในบริเวณถนนสุขุมวิทและพระรามสี่โดยรอบ
ปริมาณการให้บริการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม
| ผู้ป่วยใน | 2568 | 2567 |
|---|---|---|
| จำนวนเตียงจดทะเบียน (เตียง) | 80 | 80 |
| จำนวนเตียงที่่พร้อมให้บริการ (เตียง) | 67 | 67 |
| อัตราการครองเตียงของเตียงที่่พร้อมให้บริการ (ร้อยละ) | 50 | 55 |
| จำนวนผู้ป่วยในเฉลี่่ยต่อวัน (คน) | 33 | 37 |
| ผู้ป่วยนอก | 2568 | 2567 |
|---|---|---|
| จำนวนผู้ป่วยนอกเฉลี่่ยต่อวัน (คน) | 338 | 322 |
ส่วนต่อขยายของกลุ่มวิมุต
คลินิกบ้านหมอวิมุต ด้วยแนวคิด คลินิกชุมชน เพื่อให้การบริการทางการแพทย์และการรักษาเข้าถึงชุมชนได้มากยิ่งขึ้น คลินิกเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2561 ในโซนรังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยให้บริการรักษาโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง การตรวจเลือด การตรวจสุขภาพ การฉีดวัคซีน และการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจากแพทย์ นอกจากนี้ ยังให้บริการแพทย์แผนจีนแบบครบวงจรในพื้นที่ และให้บริการกายภาพบำบัดเพื่อรองรับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรรวมถึงการให้บริการการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมในการดูแลผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทางเพิ่มขึ้น
ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรและแยกหน่วยธุรกิจพรีคาสท์ซึ่งดำเนินงานโดย บจ. อินโน พรีคาสท์ (“Inno Precast”) ออกจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอยู่ภายใต้พฤกษา เรียลเอสเตท โดยพฤกษา โฮลดิ้ง ถือหุ้นร้อยละ 45 ใน Inno Precast และถือหุ้นร้อยละ 18.26 ใน บมจ. เจนเนอรัล เอนจิเนียริ่ง (“GEL”) เพื่อขยายโครงสร้างธุรกิจพรีคาสท์ ทำให้ Inno Precast กลายเป็นผู้ผลิตพรีคาสท์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมด้วยเทคโนโลยีการผลิตแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ (Low Carbon Precast) ที่ทันสมัยและเป็นระบบอัตโนมัติ (Automation) ที่มีประสิทธิภาพสูง เสริมด้วยความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นจาก GEL ในด้านการทำการตลาดและการมีฐานลูกค้าจำนวนมาก รวมถึงการเพิ่มความสามารถในการก่อสร้างงานฟาซาด (Facade) หรือเปลือกอาคาร โครงการขนาดใหญ่ และคอนโดมิเนียม ความร่วมมือดังกล่าวทำให้ Inno Precast มีความสามารถในการแข่งขันครบทุกด้าน
Inno Precast ประกอบธุรกิจผลิตและติดตั้งแผ่นพรีคาสท์ แบบครบวงจร โดยให้บริการเป็น Total Solution Provider ในการช่วยบริหารห่วงโซ่อุปทานของงานโครงสร้างให้แก่ลูกค้าตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ขนส่ง ตลอดจนการติดตั้งหน้างานโดยเป็น “โรงงานสีเขียว” (Green Factory) ใช้แนวคิด “ขยะเหลือศูนย์” (Zero Waste) เพื่อให้ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” (Net Zero Carbon Emission) ในกระบวนการผลิต Inno Precast ได้นำเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตแผ่นพรีคาสท์ที่ทันสมัยจากประเทศเยอรมนีมาใช้ ทำให้การใช้วัสดุเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น กระบวนการผลิตเหล็กตะแกรงใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ (Mesh Welding Plant) ตัดเหล็กให้มีขนาดตามแบบและไม่เหลือเศษ การใช้ระบบ Recycling Concrete นำเศษคอนกรีตที่เหลือกลับมาใช้ในการผลิตคอนกรีตอีกครั้ง รวมถึงการนำเข้าเทคโนโลยี “คาร์บอนเคียว” (CarbonCure) มาใช้เป็นรายแรกในกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทย เพื่อผลิตแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้คอนกรีตแข็งแรงขึ้นเท่านั้น แต่ลดอัตราการใช้ซีเมนต์ได้กว่าร้อยละ 4-6 ของการใช้ซีเมนต์ในกระบวนการผลิตทั้งหมด เทคโนโลยีคาร์บอนเคียวจึงเป็นเทคโนโลยีสีเขียวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอกย้ำความเป็นอันดับหนึ่งในตลาดแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำแห่งเดียวในประเทศไทย นอกจากนี้ Inno Precast ยังติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโรงงาน และออกแบบให้โรงงานพรีคาสท์ที่นวนครเป็นโรงงานคอนกรีตระบบปิด มีระบบเครื่องจับฝุ่น ทำให้ไม่มีฝุ่นปล่อยออกสู่ภายนอก โดยผลจากการปรับใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เข้าในกระบวนการ ทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงไปได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 55 ต้นต่อการผลิตบ้านพรีคาสท์ 1 หลัง

การนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาใช้ตลอดทั้งกระบวนการ ทำให้ได้แผ่นพรีคาสท์ที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐานสากล ตั้งแต่
- การใช้เหล็กเสริมที่ได้จากเครื่องจักรที่ผลิตเหล็กตะแกรงอัตโนมัติ ทำให้ได้เหล็กเสริมที่เป็นไปตามแบบของผู้ออกแบบเพื่อนำไปผลิตชิ้นงานพรีคาสท์
- การผลิตคอนกรีตจาก Batching Plant ระบบปิดควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์
- การขนส่งคอนกรีตไปยังเครื่องเทด้วยกระสวยลำเลียงทำให้คอนกรีตสดใหม่ ผ่านเครื่องเขย่าระบบไร้เสียง ทำให้คอนกรีตแน่นสม่ำเสมอ
- การบ่มคอนกรีตในห้องบ่มระบบปิดด้วยระบบอัตโนมัติ ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพ
- การใช้โต๊ะหล่อผลิตจากประเทศเยอรมนีที่ใช้เหล็กแผ่นเดียวไม่มีรอยต่อ และขัดผิวหน้าคอนกรีตด้วยเครื่องขัดคอนกรีต ทำให้ผิวชิ้นงานมีความเรียบสม่ำเสมอทั้งแผ่น และ
- การประกอบแบบข้างด้วยหุ่นยนต์อัตโนมัติ ซึ่งผลิตจากประเทศเยอรมนี ยึดกับโต๊ะหล่อด้วยแม่เหล็กกำลังสูง ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีขนาดเป็นไปตามแบบ
Inno Precast คิดค้นนวัตกรรมในการก่อสร้างด้วยระบบพื้นคอนกรีตอัดแรงแบบผสมผสาน (Precast Prestressed Hybrid Slab) เป็นรายแรกในประเทศไทย โดยนำแผ่นพื้นแบบกลวง (Hollow Core) ที่ผลิตโดยเครื่องจักรอัตโนมัติ ซึ่งเป็นระบบพื้นคอนกรีตอัดแรงที่มีรูตรงกลางแผ่น ทำให้แผ่นพื้นมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงรับแรงได้เหมือนเดิม ช่วยให้น้ำหนักบ้านลดลงและประหยัดต้นทุนในโครงสร้างอื่น ช่องอากาศภายในช่วยลดการผ่านของเสียง และการแพร่กระจายของอุณหภูมิไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิร้อนหรือเย็น โดยจะใช้ร่วมกับแผ่นพื้นคอนกรีตอัดแรงแบบตัน (Prestressed Solid Slab) ซึ่งจะมีคุณสมบัติกันน้ำรั่วซึมได้เป็นอย่างดี โดยจะใช้กับส่วนที่ต้องรับน้ำ เช่น ห้องน้ำ ระเบียง โดยภาพรวมแล้วระบบพื้น Precast Prestressed Hybrid Slab นี้จะช่วยลดการใช้คอนกรีต แต่มีความแข็งแรง ปลอดภัย และลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างและการจัดส่งวัสดุด้วยน้ำหนักของโครงสร้างที่เบา ทำให้สร้างบ้านในราคาที่เหมาะสมและคุ้มค่าสูงสุด
นวัตกรรมการก่อสร้างและติดตั้งด้วยแผ่นพรีคาสท์จาก Inno Precast เป็นมาตรฐานสำคัญของที่อยู่อาศัยในปัจจุบัน นอกจากที่อยู่อาศัยจะมีมาตรฐานและคุณภาพสูง สามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว ต่อเติมได้ตามต้องการ และได้พื้นที่ใช้สอยมากกว่าแล้วนั้น นวัตกรรมจาก Inno Precast ยังแข็งแรงกว่าการก่อสร้างแบบก่ออิฐถึง 3 เท่า กันเสียงได้ดีขึ้นกว่าร้อยละ 33 ทนไฟมากกว่า 2 ชั่วโมง และทนแรงแผ่นดินไหวได้ถึง 8.5 ริกเตอร์ รวมถึงการบริการจาก Inno Precast ในรูปแบบ One-Stop Service ตั้งแต่การผลิตจนถึงติดตั้ง จากทีมออกแบบโครงสร้างที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ระบบรับประกันคุณภาพตั้งแต่กระบวนการผลิตจนกระทั่งส่งมอบถึงมือลูกค้า พร้อมระบบ NCR Center ที่สามารถแจ้งเรื่อง ติดตามสถานะและระบบการสอบกลับ (Traceability) ได้ ควบคุมงานโดยวิศวกรและทีมงานควบคุมการติดตั้ง พร้อมเข้าเทรนให้กับผู้รับเหมาของโครงการก่อนเริ่มดำเนินงาน และมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาตลอดเวลา พร้อมกระบวนการตรวจบ้านหลังแรก ควบคุมกระบวนการตรวจสอบร่วมกันระหว่างฝ่ายแบบ ฝ่ายผลิต โรงงาน และวิศวกรควบคุมงานโครงการ รวมถึงงานระบบไฟฟ้าและสุขาภิบาลให้ตรงกับที่ร่วมกันออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น
Inno Precast ยังคงดำเนินการด้านการยกระดับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อตอกย้ำถึงความเป็นผู้นำการผลิตแผ่นพรีคาสท์คาร์บอนต่ำ ได้รับรางวัลซึ่งการันตีถึงความสำเร็จ ได้แก่ การรับรอง Carbon Footprint Label Certificate จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยแบ่งเป็น Carbon Footprint Reduction (CFR) สำหรับ Precast Wall ซึ่งเป็นรายแรกและรายเดียวในอุตสาหกรรมพรีคาสท์ในประเทศไทย และ Carbon Footprint of Product (CFP) ให้กับ Precast Wall, Solid Slab และ Hollow Core Slab นอกจากนั้น บริษัทยังคงมีเป้าหมายที่จะเป็นผู้นำในด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีแผนที่จะดำเนินกิจกรรมพัฒนากระบวนการสำหรับการขอ CFR ให้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ภายในปี 2570
ในด้านนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมและการแข่งขัน บริษัทนำระบบ Precast Prestressed Hybrid Slab เข้ามาใช้ควบคู่กับแผ่นพรีคาสท์และระบบเสาคานสำเร็จรูป ซึ่งสามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ที่ต้องการอิสระในการต่อเติมบ้าน หรือในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง รวมถึงลดระยะเวลาในการก่อสร้าง
ในปี 2568 Inno Precast เข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานด้านพรีคาสท์ของสมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (Thailand Concrete Association) โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการร่วมมือกันพัฒนาการก่อสร้างโดยใช้ระบบพรีคาสท์ เพื่อช่วยยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของวงการก่อสร้างในประเทศไทย บริษัทยังคงมุ่งมั่นเพื่อเป็นผู้นำด้านธุรกิจพรีคาสท์ที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะเดียวกันยังมุ่งเน้นด้านความยั่งยืนเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิดโรงงานพรีคาสท์คาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง
กำลังการผลิตแผ่นพรีคาสท์
โรงงานพรีคาสท์ประกอบด้วย 4 โรงงาน ซึ่งปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความต้องการของตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัวลง โดยมีกำลังการผลิตรวม 3 ล้านตารางเมตรต่อปี แบ่งเป็น
- โรงงานผลิตผนัง ผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ (Automated Carousel System) จำนวน 2 โรงงาน ที่นวนครและเชียงรากน้อย
- โรงงานผลิตพื้นและคานคอดิน ผลิตด้วยระบบคอนกรีตอัดแรง (Pestressed Long Bed System) จำนวน 1 โรงงาน ที่นวนคร
- โรงงานผลิตชิ้นงานรูปร่างพิเศษ บันได และรั้ว ผลิตด้วยระบบ Fixed Mould/Battery Mould จำนวน 1 โรงงาน ที่เชียงรากน้อย จำนวน 1 โรงงาน ที่เชียงรากน้อย

บจ. อินโน โฮม คอนสตรัคชั่น (“IHC”) เป็นธุรกิจรับสร้างที่อยู่อาศัยในเครือ พฤกษา โฮลดิ้ง โดยแยกออกจากพฤกษา เรียลเอสเตท เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบธุรกิจด้วยกัน (B2B) ธุรกิจรับสร้างบ้าน และธุรกิจให้เช่า โดยในปี 2568 มีจำนวนการสร้างที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 1,819 หลัง ปัจจุบัน IHC ดำเนินธุรกิจหลัก ได้แก่
- ธุรกิจรับสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ พฤกษา เรียลเอสเตท
- ธุรกิจรับก่อสร้างสำหรับลูกค้ารายย่อย (B2C) เพื่อสร้างบ้านครบวงจรและรับสร้างบ้านแบบเฉพาะตามความต้องการ และธุรกิจรับก่อสร้างสำหรับลูกค้าองค์กร (B2B) เพื่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัย สำนักงาน และโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ พันธมิตรธุรกิจ ที่ต้องการผู้รับเหมาก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey Project) รวมถึงการให้บริการควบคุมและบริหารโครงการ ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลความคืบหน้าของโครงการ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ภายใต้งบประมาณ เวลา และขอบเขตงานที่ตกลงกัน
- ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ทั้งอพาร์ตเมนต์ให้เช่า (Eco Apartment) เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบัน และอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบอื่น ๆ
ธุรกิจรับสร้างที่อยู่อาศัย
จุดเด่นของ IHC คือ ทีมงานก่อสร้างที่มีศักยภาพสูงและมีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน ทำให้การก่อสร้างมีความรวดเร็ว มีคำสั่งซื้อในมือสูงจากบริษัทในเครือและบริษัทที่เป็นพันธมิตรกันมาอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างด้วยการประมูลรายปีด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-Auction) และเทคโนโลยี Blockchain กับคู่ค้ารายใหญ่ในประเทศที่เป็นสัญญาระยะยาว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ IHC สามารถจัดหาวัสดุในราคาที่แข่งขันได้ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าใหม่รายย่อย (B2C) และผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (B2B) ซึ่งเป็นการขยายทั้งฐานลูกค้าใหม่และตลาดใหม่ รวมถึงเร่งขยายธุรกิจการให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการสร้างรายได้อย่างมั่นคงอีกทางหนึ่ง
IHC มุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการให้บริการด้านการออกแบบ ด้านนวัตกรรมการก่อสร้างที่ครบวงจร และด้านการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ (Inno Solution) ร่วมกับบริษัทในเครือ พฤกษา โฮลดิ้ง โดยมุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ ส่งเสริมให้มีการก่อสร้างและการเลือกใช้วัสดุทางเลือกในการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในการก่อสร้าง และนำผลการประเมินมาพิจารณาจัดหาวัสดุหรือแนวทางการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยการพัฒนาด้านนวัตกรรมในงานก่อสร้างเพื่อความยั่งยืน ประกอบด้วย

- การบริหารทรัพยากรในงานก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การจัดส่งวัสดุแบบทันเวลาพอดี (Just-in-time) เพื่อให้การบริหารหน้างานมีประสิทธิภาพ
- การเลือกใช้วัสดุทางเลือกในงานก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตภัณฑ์ได้รับฉลากลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ผลิตภัณฑ์ฉลาก SCG Green Choice เช่น สีทาบ้าน TOA กระเบื้องพื้น COTTO กระเบื้องหลังคา SCG สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ COTTO และ KOHLER เครื่องปรับอากาศ DAIKIN คอนกรีต INSEE และ CPAC รวมถึงหลอดไฟ PHILIPS
- การประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากงานก่อสร้าง และดำเนินการควบคุมให้อยู่ในระดับความปลอดภัยตามมาตรฐานสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) อาทิ การควบคุมปริมาณฝุ่น ความดังเสียง การส่งกลิ่นเหม็น การปล่อยน้ำเสียออกจากโครงการก่อสร้างไม่ให้เกินระดับที่ยอมรับได้ และการใช้ระบบ Internet of Things (IoT) ควบคุมการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียในโครงการแบบออนไลน์
- การบริหารจัดการเพื่อลดการใช้พลังงานสิ้นเปลือง เช่น ลดการใช้น้ำมันจากเครนขนาดเล็ก เพื่อยกชิ้นส่วนพรีคาสท์ที่มีขนาดเล็กลง (Precast-X) เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงงานก่อสร้างบ้านที่ตั้งในซอยขนาดเล็กได้ ติดตั้งโซลาร์รูฟสำหรับบ้านตัวอย่าง สำนักงานขาย สโมสร และระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า
- การคัดเลือกผู้รับเหมาช่วงที่มีความสามารถและเหมาะสมกับประเภทงาน เพื่อให้งานก่อสร้างได้มาตรฐาน เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และพัฒนาระบบบริหารคุณภาพงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง
การจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับธุรกิจก่อสร้าง
IHC มุ่งยกระดับธุรกิจก่อสร้าง โดยการจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับธุรกิจก่อสร้างตลอดห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจก่อสร้างอย่างเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ และได้มาตรฐาน ดังนี้

การออกแบบแนวคิดธุรกิจและสถาปัตยกรรม
ศึกษาและวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อพัฒนาแนวคิดสำหรับโครงการก่อสร้างและกำหนดรายละเอียดพื้นฐานของโครงการ ได้แก่ การออกแบบสถาปัตยกรรม การวางผังโครงการ รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ
การออกแบบทางวิศวกรรมและการประมาณราคา
นำแบบสถาปัตยกรรมมาออกแบบทางวิศวกรรมด้วยทีมงานมืออาชีพ ร่วมกับ Inno Precast ในการออกแบบโครงสร้างบ้าน และ IHC ในการออกแบบงานเสาเข็มและงานสาธารณูปโภคในโครงการจากแนวคิดทางธุรกิจที่กำหนดขึ้น ดำเนินการประมาณราคาต้นทุนการก่อสร้างจากแบบที่กำหนด โดยใช้ข้อมูลราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างและแรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอให้ข้อมูลเป็นปัจจุบัน
การคัดเลือกคู่ค้า วัสดุก่อสร้าง เเละการสรรหาผู้รับเหมาก่อสร้าง
ดำเนินงานร่วมกันระหว่างทีมออกแบบ ทีมก่อสร้าง ทีมจัดซื้อของบริษัท ในการคัดเลือกคู่ค้า วัสดุก่อสร้าง และผู้รับเหมา โดยการร่วมประเมิน ตรวจสอบ และให้คะแนน Value Score ทั้งด้านภาพลักษณ์ คุณภาพวัสดุ การก่อสร้าง การส่งมอบตรงเวลา และการบริการหลังการขาย โดยการประเมินผลร่วมกันเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการคัดเลือกจากฐานข้อมูลที่สามารถใช้ในการตรวจสอบภายหลังได้ หากเป็นคู่ค้าที่ดีจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นคู่ค้าพันธมิตร (Partnership) มีสัญญาต่อเนื่อง 3 ปีเพื่อส่งเสริมให้คู่ค้ารักษาคุณภาพและบริการ มีการฝึกอบรมวิธีการก่อสร้างตามมาตรฐานของบริษัทให้กับผู้รับเหมาอยู่เสมอ โดยมีหัวหน้างานประจำแต่ละโครงการเพื่อควบคุมและตรวจรับงานอย่างใกล้ชิด
การจัดซื้อจัดจ้าง
วางแผนจัดซื้อจัดจ้างสำหรับงานก่อสร้าง โดยกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของวัสดุและราคากลาง การแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อกำหนดระเบียบและนโยบายในการจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความโปร่งใส และยุติธรรม โดยมีการจัดซื้อจัดจ้างแบบ E-Auction เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) รักษาคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง และสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุก่อสร้างได้ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นจัดหาคู่ค้ารายใหญ่ โดยการประเมินและเปรียบเทียบกำลังการผลิต และศักยภาพในการจัดหาวัสดุ ปัจจุบันมีคู่ค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพสูงและสามารถปฏิบัติงานได้ตรงตามมาตรฐานประมาณ 800 รายในฐานข้อมูลของบริษัท
งานถมดินและงานเสาเข็ม
ดำเนินการนำตัวอย่างดินไปทดสอบความหนาแน่นตามหลักวิศวกรรมอย่างเข้มงวด ทั้งก่อนเริ่มดำเนินการและระหว่างขั้นตอนการถมดินเป็นชั้น ๆ พร้อมตรวจสอบค่าระดับก่อนส่งมอบพื้นที่สำหรับงานเสาเข็มซึ่งถือเป็นงานโครงสร้างที่สำคัญ หลังจากบริษัทดำเนินงานด้านการทดสอบและการควบคุมคุณภาพงานฐานรากอย่างเข้มงวด จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการตอกเสาเข็ม บริษัทใช้เสาเข็มที่มีคุณภาพมาตรฐาน มอก. 396-2549 มีการตรวจสอบตำแหน่งแนวดิ่งของเสาเข็ม โดยจะตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งเสาเข็ม ค่าการตอกเสาเข็ม (Blow Count) และค่าระยะทรุดตัวของเสาเข็มจากการตอก 10 ครั้ง (Last Ten Blow) สุดท้ายมีการทดสอบเสาเข็มด้วยวิธี Seismic Test เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของโครงสร้าง เสาเข็ม ทั้งนี้กระบวนการการตอกเสาเข็ม จะดำเนินงานภายใต้มาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
กระบวนการก่อสร้าง
ให้บริการงานก่อสร้างแบบครบวงจร โดยจัดให้มีทีมวิศวกรที่มีความชำนาญทำหน้าที่ควบคุมและตรวจสอบการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ถูกต้องตามหลักวิชาชีพทางวิศวกรรมและมาตรฐานการทำงานที่กำหนด บริหารจัดการความคืบหน้าการก่อสร้างและงบประมาณให้เป็นไปตามแผนงาน ดำเนินการตามข้อบังคับด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม ดูแลการเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนและผู้อยู่อาศัยรอบพื้นที่ก่อสร้างให้น้อยที่สุด และให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาว่าจ้างอย่างครบถ้วน โดยระหว่างการก่อสร้างจะมีการประเมินผลงานและวางแผนร่วมกันกับทีมขายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมจำนวนสินค้าคงเหลือให้เป็นไปตามแผนการที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่มีต้นทุนจม และมีกระแสเงินสดหมุนเวียนในบริษัทอย่างต่อเนื่อง กลุ่มพฤกษามุ่งสู่เป้าหมายของเสียเป็นศูนย์ (Zero Defect) โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของงานก่อสร้างภายใต้การบริหารจัดการที่ดี คัดเลือกผู้รับเหมาช่วงที่มีความสามารถและเหมาะสมกับประเภทงาน พัฒนามาตรฐานการก่อสร้าง นำไปขยายผลและประยุกต์ใช้ในระบบการดำเนินการกับผู้ขาย (Supplier) และผู้รับเหมา (Contractor) นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมพัฒนาคุณภาพสินค้าและการให้บริการของคู่ค้า ปรับปรุงและพัฒนาระบบบริหารคุณภาพผ่านระบบการบริหารจัดการงานประจำวันในงานก่อสร้าง เพื่อพัฒนาและควบคุมงานตามรูปแบบการจัดการคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management)
การส่งมอบให้กับลูกค้า
มีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพระหว่างการส่งมอบงานแต่ละขั้นตอนอย่างเข้มงวดทั้งโครงสร้างมาตรฐาน ระบบไฟฟ้า ประปา ที่ถูกต้องตามแบบ โดยภายหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้น จะมีกระบวนการทดสอบการใช้งานเพื่อตรวจสอบทั้งระบบ ได้แก่ ไฟฟ้า ประปา สุขาภิบาล อุปกรณ์ทั้งห้องน้ำ ประตู-หน้าต่าง และอุปกรณ์นอกบ้าน ให้พร้อมใช้งาน ก่อนจะส่งมอบให้กับลูกค้าหลักคือ พฤกษา เรียลเอสเตท รวมถึงลูกค้าทั่วไป
กำลังการผลิตของธุรกิจก่อสร้าง
งานบริหารการก่อสร้างสามารถก่อสร้างบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น ได้ 630 หลังต่อเดือน หรือบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ได้ 270 หลังต่อเดือน
การบริหารจัดการและแบ่งปันทรัพยากรด้านก่อสร้างสำหรับโครงการแนวราบให้เกิดประโยชน์สูงสุด
มุ่งเน้นการบริหารทรัพยากรด้านก่อสร้างระหว่างทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดภายนอก โดยจัดการงานก่อสร้างแบบ Zoning ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเป็น 4 โซน ได้แก่ เหนือ-ตะวันออกใต้-ตะวันออก เหนือ-ตะวันตก และใต้-ตะวันตก (ไม่รวมต่างจังหวัด) ทำให้งานบุคลากรและทรัพยากรได้รับประโยชน์สูงสุดระหว่างการก่อสร้างทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยว ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารต้นทุนโครงการ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดได้
ธุรกิจรับสร้างบ้านสำหรับลูกค้ารายย่อย (B2C) และรับก่อสร้างสำหรับลูกค้าองค์กร (B2B)
บริษัทเล็งเห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจรับก่อสร้างที่มีมูลค่าการก่อสร้างภาคเอกชนกว่า 200,000 ล้านบาท จึงนำความแข็งแกร่งและประสบการณ์ที่สั่งสมจากการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย มาพัฒนาต่อยอดเป็นบริการใหม่พร้อมบริการแบบ One Stop Service ตั้งแต่ปรึกษา ออกแบบ ขออนุญาต ไปจนถึงก่อสร้าง ภายใต้การควบคุมจากทีมช่างผู้มีประสบการณ์ตรง โดยเน้นลูกค้า 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ลูกค้ารายย่อย ดำเนินการภายใต้แบรนด์ Plantnery สำหรับผู้ต้องการสร้างที่อยู่อาศัยในงบประมาณ 5-30 ล้านบาท และลูกค้าองค์กร ดำเนินการภายใต้แบรนด์ IHC สำหรับนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทเอกชน หน่วยงานรัฐ พันธมิตรธุรกิจ ที่ต้องการผู้รับเหมาก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จที่มีความน่าเชื่อถือและควบคุมต้นทุนเพื่อสร้างผลกำไรที่คุ้มค่า สร้างโครงการที่อยู่อาศัย สำนักงาน รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ
จุดแข็งของการทำธุรกิจรับก่อสร้าง ทั้งจากประสบการณ์ของ IHC ที่มีมากกว่า 30 ปี พร้อมแบบบ้านให้เลือกมากกว่า 100 แบบจากการก่อสร้างบ้านมาแล้วกว่า 200,000 หลัง และยังมีธุรกิจในเครือที่เป็น Ecosystem พร้อมรองรับความต้องการทั้งด้านแรงงาน วัสดุก่อสร้าง และนวัตกรรมการก่อสร้างในรูปแบบ Inno-Tech ที่ใช้เทคโนโลยีจากประเทศเยอรมนีและอิตาลี Inno-Precast คอนกรีตเสริมเหล็กสำเร็จรูปคุณภาพสูง และ Inno-Solutions นวัตกรรม 5 ด้านเพื่อให้อยู่สบายและปลอดภัย ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยประหยัดพลังงานและใส่ใจสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อรวมกับความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการโครงการ ทำให้ IHC สามารถส่งมอบบ้านได้เร็วภายใน 6 เดือน และสามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพจากความได้เปรียบจากการประหยัดต่อขนาด ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมงบประมาณได้ พร้อมการรับประกันโครงสร้างนานถึง 20 ปี
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าดำเนินงานภายใต้บริษัท ไอเพลิน จำกัด (“iPlern”) เป็นบริษัทในเครือของ IHC ที่มุ่งสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนให้กับกลุ่มบริษัท ผ่าน 2 ธุรกิจหลัก ได้แก่
- ธุรกิจให้เช่าอพาร์ตเมนต์ หรือ Eco Apartment เพื่อรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยแบบเช่าในยุคปัจจุบัน โดยมีจุดแข็งคือ ราคาที่เข้าถึงได้ สะดวกสบาย ปลอดภัย พร้อมการออกแบบที่โดดเด่น แตกต่าง และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้า 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแรงงานที่ทำงานภาคปฏิบัติ (Blue Collar) ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าใกล้แหล่งงานนิคมอุตสาหกรรม โรงงาน และกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าใกล้มหาวิทยาลัย และกลุ่มพนักงานออฟฟิศ (White Collar) ซึ่งเป็นอพาร์ตเมนต์ให้เช่าใกล้แหล่งชุมชนในเมือง
- ธุรกิจให้เช่าอื่น ๆ เช่น โกดังเก็บสินค้าและสำนักงาน รองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ตอัป และธุรกิจแฟรนไชส์ ในพื้นที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาทิ โซนพื้นที่รังสิต-ลำลูกกา และบางนา-เทพารักษ์



