ประวัติบริษัท

บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) จดทะเบียนก่อตั้งเป็นบริษัท มหาชน เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2559 เพื่อประกอบธุรกิจที่มีรายได้จากการถือหุ้นในบริษัทอื่นเป็นหลัก (Holding Company) ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 10,000 บาท ต่อมาที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2559 ได้อนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของ บริษัทฯ จากเดิม 10,000 บาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 2,273,217,600 บาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 2,273,207,600 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท เพื่อรองรับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ และได้เข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นครั้งแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2559 ภายใต้สัญลักษณ์ “PSH”

ทุนจดทะเบียนของ บริษัทฯ
2,188,504,922
บาท
จำนวนหุ้นทั้งหมด
2,188,504,922
หุ้น
ธุรกิจหลักให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า

75%

ของสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ

บริษัทฯ มีธุรกิจหลักคือ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย โดย บริษัทฯ จะรักษาสัดส่วนในการประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายซึ่งเป็นธุรกิจหลักให้มีสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของสินทรัพย์รวมของบริษัทฯ และภายหลังการปรับโครงสร้างแล้วเสร็จบริษัทฯ จะมีบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทย่อยที่ประกอบธุรกิจหลัก และจะมีรายได้หลักจากเงินปันผลที่ได้รับจากการถือหุ้นใน บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย และ/หรือบริษัทร่วม ที่บริษัทฯ จะเข้าลงทุนในอนาคต

บริษัทฯ มีนโยบายเน้นการกระจายการลงทุนและหาโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มเติมจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย

เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน และสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง (Recurring Income) จึงได้มีการอนุมัติการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลและศูนย์บริการสุขภาพ โดยมีการดำเนินการผ่านบริษัทย่อย 2 บริษัท ได้แก่ (1) บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จํากัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจลงทุนในบริษัทอื่น และ (2) บริษัท โรงพยาบาลวิมุต จํากัด ซึ่งประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน สถานพยาบาลและรักษาคนไข้ โดยได้เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2564

วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้ง มีดังนี้

เพื่อความคล่องตัวในการขยายธุรกิจ และเปิดโอกาสในการหาผู้ร่วมทุนที่มีความชำนาญเฉพาะในธุรกิจนั้นๆ ซึ่งการเพิ่มโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ ตามแผนกลยุทธ์ระยะยาวของบริษัท จะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของบริษัทและเพิ่มผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น

จำกัดขอบเขตและบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ

เพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นของโครงสร้างการจัดการขององค์กรเพื่อให้เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจในอนาคต

โดยเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ ของบริษัทฯ ได้แก่

คงความเป็นผู้นำในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้ระดับต่ำถึงปานกลาง (Value Segment)

เพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทในตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน (Premium Segment)

หาโอกาสในการดำเนินธุรกิจใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นธุรกิจที่มีความสามารถในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง (Recurring income)